การพิจารณาความเสี่ยงและผลตอบแทนของตราสารหนี้ก่อนตัดสินใจลงทุน
แม้ว่าตราสารหนี้จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและเหมาะกับการรักษามูลค่าเงินต้น แต่การลงทุนในตราสารหนี้ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง การทำความเข้าใจประเภทของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ และการประเมินผลตอบแทนที่คาดหวังอย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่คุณจะตัดสินใจนำตราสารหนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเพื่อเกษียณของคุณ การรู้เท่าทันความเสี่ยงจะช่วยให้คุณบริหารจัดการการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลับสบายยิ่งขึ้น
ประเภทของความเสี่ยงในตราสารหนี้ที่ควรรู้
ถึงแม้จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่นักลงทุนควรพิจารณา:
- ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk):
นี่คือความเสี่ยงหลักของตราสารหนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ที่ถืออยู่ โดยมีความสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม:
- อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น: ราคาตราสารหนี้เดิมจะลดลง เพื่อให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
- อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง: ราคาตราสารหนี้เดิมจะเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวนาน
- ความเสี่ยงด้านเครดิต/ผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk/Default Risk):
ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ (ลูกหนี้) จะไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนดเวลา หรือไม่สามารถชำระได้เลย ความเสี่ยงนี้จะสูงในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีฐานะทางการเงินไม่แข็งแกร่ง (เรตติ้งต่ำ) หรือในกรณีที่ผู้ออกตราสารหนี้ล้มละลาย พันธบัตรรัฐบาลโดยทั่วไปมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำที่สุด
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk):
ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายตราสารหนี้ที่ถืออยู่ได้ในราคาที่เหมาะสม หรือไม่สามารถขายได้รวดเร็วตามที่ต้องการ โดยเฉพาะในตราสารหนี้บางประเภทที่ไม่มีตลาดรองสำหรับการซื้อขายมากนัก
- ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk):
ความเสี่ยงที่ผลตอบแทนที่ได้รับจากดอกเบี้ยตราสารหนี้ จะถูกกัดกร่อนด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อของเงินลงทุนลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แม้จะได้รับเงินต้นคืนครบ แต่เงินนั้นอาจซื้อของได้น้อยลง
- ความเสี่ยงจากการถูกเรียกคืนก่อนกำหนด (Call Risk):
ตราสารหนี้บางประเภทอาจมีเงื่อนไขให้ผู้ออกสามารถไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดได้ (เรียกว่า "Call Option") โดยปกติจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนต้องนำเงินที่ได้มาไปลงทุนใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
การประเมินผลตอบแทนของตราสารหนี้
ผลตอบแทนของตราสารหนี้หลักๆ มาจาก 2 ส่วนคือ:
- ดอกเบี้ย (Coupon Rate): อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกตราสารหนี้สัญญาจะจ่ายให้ผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
- ส่วนต่างราคา (Capital Gain/Loss): หากคุณซื้อขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน อาจมีกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคาได้ ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ย
นักลงทุนมักจะพิจารณา "อัตราผลตอบแทนจนครบกำหนดไถ่ถอน" (Yield to Maturity - YTM) ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนรวมที่คาดว่าจะได้รับจากการถือตราสารหนี้จนครบกำหนด โดยรวมทั้งดอกเบี้ยและส่วนต่างราคาซื้อขาย
ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้
- อันดับเครดิต (Credit Rating):
ควรพิจารณาจากอันดับเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings), มูดี้ส์ (Moody's) หรือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (Standard & Poor's) ยิ่งอันดับเครดิตสูง ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ยิ่งต่ำ (เช่น AAA, AA, A)
- อายุคงเหลือของตราสารหนี้ (Maturity):
ตราสารหนี้ระยะยาวมักจะให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า และผันผวนมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น
- สภาพคล่องของตลาด:
หากคุณวางแผนที่จะถือตราสารหนี้จนครบกำหนด สภาพคล่องอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ถ้าคุณคิดว่าจะต้องขายออกก่อนครบกำหนด ควรเลือกตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อให้ขายได้ง่ายและไม่ขาดทุน
- อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง:
เปรียบเทียบ YTM ของตราสารหนี้ประเภทเดียวกันในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับความเสี่ยงที่รับ
- ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้:
สำหรับนักลงทุนรายย่อย การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้เป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ เพราะผู้จัดการกองทุนจะช่วยกระจายความเสี่ยงไปในตราสารหนี้หลากหลายตัว และดูแลการบริหารจัดการให้คุณ
การลงทุนในตราสารหนี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนเพื่อเกษียณของคุณ แต่การทำความเข้าใจความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้อย่างปลอดภัย
"ตราสารหนี้คือความมั่นคงที่คุณเลือกได้ แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่แท้จริง"