ข้อแตกต่างระหว่าง Offer Letter กับสัญญาจ้าง
หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อได้รับ Offer Letter แล้ว ทุกอย่างถือว่า “จบกระบวนการ” และสามารถเริ่มงานได้เลยทันที แต่ความจริงคือ ยังมีอีกหนึ่งเอกสารสำคัญที่ตามมาเสมอ นั่นคือ สัญญาจ้าง ทั้งสองฉบับนี้มีบทบาทต่างกัน และคุณควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรักษาสิทธิของตัวเองอย่างรอบคอบ
Offer Letter คืออะไร?
Offer Letter หรือจดหมายเสนอการจ้างงาน เป็นเอกสารที่องค์กรส่งให้หลังจากตัดสินใจรับคุณเข้าทำงาน โดยเนื้อหาจะสรุปเงื่อนไขหลัก ๆ เบื้องต้น เช่น:
- ตำแหน่งงานที่เสนอ
- วันที่เริ่มงาน
- เงินเดือนและสวัสดิการหลัก
- ระยะเวลาทดลองงาน (ถ้ามี)
- กำหนดวันให้ตอบรับหรือปฏิเสธ
โดยทั่วไป Offer Letter เป็นเพียงเอกสารเพื่อยืนยันความตั้งใจในการจ้างงานจากฝั่งบริษัท และเป็นโอกาสให้ผู้สมัครได้พิจารณาเงื่อนไขก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาทางกฎหมายจริงจัง
สัญญาจ้างคืออะไร?
สัญญาจ้าง (Employment Contract) เป็นเอกสารทางกฎหมายที่ระบุข้อตกลงโดยละเอียดระหว่างคุณกับนายจ้าง และมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเซ็นแล้ว จะถือว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อกำหนดเหล่านั้น โดยทั่วไปจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Offer Letter เช่น:
- บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง
- เวลาทำงาน วันลา วันหยุด
- หลักเกณฑ์การประเมินผลงานหรือปรับเงินเดือน
- นโยบายด้านวินัย การเลิกจ้าง หรือการลาออก
- เงื่อนไขความลับของข้อมูล หรือ Non-Compete Clause
ข้อแตกต่างหลักระหว่าง Offer Letter กับสัญญาจ้าง
หัวข้อ | Offer Letter | สัญญาจ้าง |
---|---|---|
สถานะทางกฎหมาย | ไม่ถือเป็นสัญญาทางกฎหมายที่สมบูรณ์ | มีผลผูกพันตามกฎหมาย |
รายละเอียด | สรุปภาพรวมและเงื่อนไขเบื้องต้น | ลงลึกรายละเอียดและข้อผูกพันของทั้งสองฝ่าย |
ช่วงเวลา | ออกก่อนเริ่มงาน | มักเซ็นก่อนเริ่มงานจริงเล็กน้อย หรือวันแรกของการทำงาน |
จุดประสงค์ | เสนอแนวทางการจ้างงานเบื้องต้นเพื่อให้พิจารณา | กำหนดข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ |
คำแนะนำ: อย่าสับสน และควรอ่านให้ละเอียดทั้งสองฉบับ
- หากเงื่อนไขในสัญญาจ้างต่างจากใน Offer Letter ควรถาม HR ทันที
- อย่าคิดว่า Offer Letter คือ “การจ้างงานแบบผูกพัน” แล้วเสมอไป
- หากมีข้อสงสัย ควรขอเวลาตรวจสอบและปรึกษาผู้รู้ก่อนเซ็น
Offer Letter และสัญญาจ้าง คือเอกสารคนละฉบับที่มีบทบาทต่างกัน แต่ทั้งคู่ล้วนสำคัญและเกี่ยวข้องกับเส้นทางอาชีพของคุณโดยตรง การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณวางแผน ตัดสินใจ และปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างมืออาชีพค่ะ